เข้าสู่ระบบ


User:   

Pass:

PRO

Stats

  สถิติเว็บไซต์
ออนไลน์:   3
วันนี้:   55
เมื่อวานนี้:   71
สัปดาห์นี้:   184
เดือนนี้:   242
ปีนี้:   242
รวม:   242
Power by mPlus

อัตตชีวประวัติหลวงปู่สำเด็จลุน

เจ้าปู่สำเด็จลุน เกิดอยู่ที่บ้านหนองไฮท่า,ตาแสงเวินไซ,เมืองโพนทองแขวงจำปาสัก พ่อชื่อเซียงหล้า แม่ชื่อนางคำบู่ ก่อนเจ้าปู่จะลงมาเกิดกับนางคำบู่ผู้เป็นแม่ได้มีนิมิตฝันว่าจะมีสะเก็ดดาวตกลงมาจากท้องฟ้า ลงมาทางเฮือนแล้ว ดาวที่ตกลงมานั้นเกิดเป็นตู้หนังสือ ต่อจากวันมีนิมิตความฝันหลายวันนางคำบู่ตั้งครรภ์ได้ 10 เดือนกว่าๆก็ได้คลอดลูกออกมาในพ.ศ. 2376 (ค.ศ. 1833) พ่อ แม่ ของเพิ่นได้ให้ชื่อว่า ท้าวลุน,เมื่อเกิดได้ใหญ่มามีปกตินิสัยเป็นคนเจ้าระเบียบเฮ็ด (เฮ็ด:ทำ)หยั่งคันบ่แมนบ่เอา เมื่อจะเริ่มใหญ่มาอายุผ่านพ้นไปได้ 12 ปีปลาย เริ่มเข้าสู่ เวียกงาน คือกับเด็กชาวบ้านทั่วไปผู้ใหญ่ในครอบครัวก็ให้เด็กชายลุน หัดไถนา แต่เด็กชายลุนไถนาบ่เฮ็ดคือผู้อื่นๆ พอเอาไถใส่ควายแล้วก็ไล่ไปเรื่อยๆแล้วแต่ควายจะพาไป ก็เลยถูกผู้ใหญ่เว้าว่าคันขี้คร้านหลายหนีไปบวชซะ ต่อมาพ่อ แม่ ได้เอาไปฝากฝังให้บวชเป็นเณรอยู่นำอาจารย์วัดหนองไฮท่า (อาจารย์องค์นั้นซื่อหยังผู้เว้าบ่ได้บอกไว้ฝากให้ผู้อ่านค้นตื่ม) ท้าวลุนเมื่อบวชแล้วมีปกตินิสัยฉันข้าวคราบเดียวตลอดมา แลมีปกติเฮ็ดเวียกแต่ละแนวแม่นแต่การนุ่งสบง ทรงผ้าคลุมก็เป็นระเบียบ แต่มีจุดพิเศษอันหนึ่งของจั่ว ลุน(จั่ว:สามเณร) คือนับแต่มื้อบวชเข้าได้ปีปลายบ่มีจ่มบ่มีอ่านหนังสือจักเทื่อ มีแต่ฉันจังหันแล้วก็เอาหนังสือใส่คัมภีร์ขึ้นไปนอนอยู่แต่ในหอธรรมมาศ(นอกจากทำกิจวัตรตามปกติ)ค่ำมาก็มีเข้าบ่อนนอนบ่จมหนังสือนำเพิ่นจักเทื่อ เมื่อเป็นแนวนั้นอาจารย์เจ้าวัดจึงเอิ้นไปถามว่า………….เป็นหยังจั่วลุน เจ้าจั่งบ่เห็นสวดนำหมู่จักเทื่อ? จักหน่อยผู้อื่นสิว่ากินข้าวเสียข้าว กินปลาเสียปลาได๋ หรือว่าเจ้าได้อยู่บ่ทางอ่านจั่วลุนก็ตอบอาจารย์ว่าพอได้อยู่ทางฝ่ายอาจารย์ก็เลยพูดว่า ให้เจ้าจ่มลองเบิ่งดูเจ้าเรียนหยังได้แหน่ จากนั้นฮ้ายจั่วลุนก็จ่มให้อาจารย์ฟังก็เริ่มตั้งแต่มูลน้อย,มูลกลาง,ศรัทธา,สังคทา,ปาฎิโมกข์ สมบูรณ์ก็ได้หมด บ่ข้องบ่คา แม้แต่อาจารย์เองก็บ่ได้เท่าจั่วลุนซ่ำ ท่านอาจารย์ก็มีความงึดง้ออัศจรรย์ จั่วลุนนี้ลาวเฮือนมาจากไส แนวได๋ก็บ่ข้องบ่คา จากนั้นความดีความงามก็ลือซาปรากฏมาทุกมื้ออยู่ต่อมากาลเวลาก็ล่วงเลยไปหลายปี จนฮ้ายจั่วลุนก็มีอายุผ่านพ้นไปได้ 18-19 ปี แล้วในระหว่างนั้นมีอาจารย์ใหญ่วัดนาหล้ง (ขึ้นหยังก็บ่แจ้งเพราะค้นคว้าข้อมูลมาบ่ได้บอกบอกไว้จึงขอฝากท่านผู้อ่านค้นตื่ม) บ้านนาหล้งกับบ้านเวินไซอยู่คนละฟากน้ำของ (น้ำโขง)บ้านเวินไซอยู่ฟากตะวันตก,บ้านนาหล้งอยู่ฟากตะวันออกแต่ก็บ่ไกลเกินประมาณเป็นบ้านเคยฮ่วมบุญฮ่วมทานกันอยู่ประจำ อาจารย์ใหญ่ บ้านนาหล้งที่ว่านี้ได้เจ็บไข้ได้ป่วยลงท่านเองคงพิจารณาเห็นว่าสังขารร่างกายคงจะหมดไปในเวลาต่อไป อีกบ่ดนเพิ่นจึงครองผ้าใส่สังฆามัดเอิกให้เป็นระเบียบแล้วจึงสั่งพระสงฆ์ สามเณร พร้อมทั้งญาติโยม ไว้ว่าเมื่อข่อยได้มรณภาพไปแล้วห้ามบ่ให้แตะต้องร่างกายและห้ามบ่ให้เอาน้ำล้างหน้าเด็ดขาด เมื่อเพิ่นสั่งไว้คือแนวนั้นพระสงฆ์และญาติโยม ก็ไม่ทำเก็บเป็นแต่จัดหาหีบโลงใส่ไว้ตามธรรมดาแล้วก็จัดงานตามประเพณี ในระหว่างนี้ฮ้ายจั่วลุนก็ยังบ่ทันได้บวชเป็นพระ คือยังเป็นจั่วอยู่ เมื่อได้ข่าวว่าพระอาจารย์ใหญ่วัดนาหล้งมรณะภาพก็ตั้งใจไปเพื่อสมนาคาราวะกราบไหว้ตามฮีตครองประเพณีอันดีงาม

ในเมื่อไปถึงแล้วก็ร้องขอนำครูบาอาจารย์และญาติโยมว่าขอให้เปิดเบิ่งหน้าเพิ่นแหน่และก็ได้รับอนุญาตตามคำร้องขอคันเปิดออกแล้วฮ้ายจั่วลุนก็เลยเห็น หนังสือก้อมน้อยๆเหน็บอยู่ขี้แฮ้ของอาจารย์นาหล้งผู้มรณะภาพอยู่ในโลงนั้น เมื่อฮ้ายจั่วลุนน้อยเห็นก็เลยเอาไปเลย(ตามการเล่าขานกันว่าหนังสือก้อมที่ว่านั้นแม่นตำราที่ตกทอดมาจากพระครูหลวงโพนเสม็กที่อาจารย์นาหล้งได้มาจากเมืองจำปาสัก)ในระหว่างนั้นอายุของฮ้ายจั่วลุนก็ใกล้จะถึงเขตบวชเป็นพระได้แล้วแต่ในเมื่อเพิ่นได้หนังสื่อก้อมอันนั้นแล้วเพิ่นก็เลยไปทางอื่นบ่กลับคืนมาบ้านไปอยู่ภูสาละแพคอนแห่ ภูคอนแห่ (สาละแพคอนแฮ่)บ่อนหลวงปู่สมเด็จลุนอุปสมบทนำพระอาจารย์ดาบท ในปี ค.ศ. 1854,พ.ศ. 2397 ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับแพเจ้าฟ้างุ่มมหาราช ไหลมาค้างอยู่บ่อนนี้เมื่อ 600 กว่าปี นำอาจารย์บังบทเป็นอุปัสาบวชพระ เวลานั้นอายุของเพิ่นก็ได้ 21 ปี เพิ่นก็ได้ปฏิบัติธรรมอยู่นำอาจารย์บังบทเป็นเวลา 3 พรรษา ในนั้นเพิ่นกลับมาฮอดบ้านเวินไซนั้นแม่นวันปวาระนาเดือน 11 เพ็ง ปี ค.ศ.1857,พ.ศ.2400 เพิ่นขี่แพล่องน้ำมาในเวลาตอนเช้ามาจอดอยู่วัดเวินไซใหญ่แล้ว ขึ้นวัดมาแล้วเพิ่นก็ได้พูดว่าจะมาออกพรรษาอยู่ที่นี่แหละจะอยู่ที่วัดเวินไซอีกต่อไปและพวกครูบาอาจารย์และญาติโยม บ้านเวินไซก็ยินดีต้อนรับเพิ่นตามความพอใจของเพิ่นและชาวบ้านเว้ากันว่าจะพากันสร้างกุฏิให้เพิ่นอยู่ แต่เพิ่นก็เว่าว่าบ่ให้เฮ็ดหลังใหญ่ให้เฮ็ดกระตูมน้อยๆให้เพิ่นอยู่เพิ่นจึงพอใจ ญาติโยมทั้งหลายก็ปฏิบัติตาม(ต่อจากนี้เข้าใจว่าพวกญาติโยมพร้อมทั้งคณะสงฆ์จะได้พากันทำอุปสมบทให้เพิ่นเป็นภิกษุ ตามจาฮีตทางพระวินัยแล้วแต่ว่าเพิ่นก็ได้เว้ากับญาติโยมว่า อาตมาบวชเป็นพระแล้วอยูภูสาละแพคอนแห่ นำอาจารย์บังบทอาตมาก็ได้จำพรรษาอยู่ถูสาละแพคอนแห่ เป็นเวลา 3 พรรษา จึงได้กลับมาว่าจะอยู่บ้านเวินไซตลอดไปชาวบ้านเวินไซก็ยินดีอนุโมทนานำพระอาจารย์จะขอเป็นโยมอุปถากตลอดไป

แต่เว้าถึงการปฏิบัติของเพิ่นแม่นเคร่งครัดทางวินัยสิ่งของเงินคำแม่นบ่เอาหยั่งหมดความบกพร่องที่ถือว่าเป็นความผิดมีแต่กินเหล้าอย่างเดียว มีนักปราชญ์อาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่มาซ้อถามเพิ่นแต่เพิ่นบ่คุงบ่คาจักเท่อตอบได้หมดอยู่ต่อมาในสมัยนั้น ได้มีพ่อค้ามาจากกรุงเทพประเทศไทยและคนอุบลได้มาเห็นอาจารย์หลวงปู่สำเด็จลุน อยู่วัดเวินไซ ก็พูดว่า เคยพบเห็นอาจารย์องค์นี้อยู่กรุงเทพอยู่อุบลแม่น….แท้ๆ(พ.ศ.2400-2456)อยู่ต่อมาครั้งนั้นหลวงปู่สำเด็จลุนได้ติดต่อไปมากับคนอุบล คนไทย ได้มีการขอพระการศึกษาสนทนาพูดคุยกับหลวงปู่สำเด็จลุนได้ฝากตัวเป็นสานุศิษย์

  1. การไปมาใช้เส้นทางการเดิน ท่านได้เข้ามาทางบ้านด่าน(อ.โขงเจียม,อ.พิบูล)
  2. ใช้เส้นทางจำปาสัก ช่องตาอู อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี
  3. เส้นทางจำปาสัก ช่องเม็ก อ.สิรินธร-พิบูล จ.อุบลราชธานี
  4. เส้นทางจำปาสัก วัดภูมะโรง(วัดภูจำปาสัก)

ความสัมพันธ์ของหลวงปู่สำเด็จลุนกับสานุศิษย์(อุบลราชธานี)พ.ศ. 2400 บวชเป็นพระ

พ.ศ.2397 บวชบรรพชาเป็นสามเณร(ศึกษาอยู่ในหอไตรปฏิบัติธรรมอยู่กับอาจารย์บังบทผู้เดียวบุญเก่าบารมีเดิม)

พ.ศ. 240-2403 บวชอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ขณะนั้นอายุ 21 ปี

พ.ศ.2403-2456 อยู่วัดเวินไซ(การไปมา-ย่อระยะทาง-หายตัวไปบ้าง)

หลวงปู่สำเด็จลุน เมื่อเป็นพระได้ศึกษาหนังสือก้อมใบลานที่หลวงปู่นาโหล่ง ศิษย์สายวิชาของหลวงปู่โพนเสม็ก

หรือหลวงปู่ขี้หอม ผู้สร้างบูรณะพระธาตุพนม มาศึกษาเล่าเรียนอยู่เขตวัดภูสาละแพคอนแห่กับอาจารย์บังบท ได้ศึกษาและปฏิบัติจนแตกฉานชำนาญทั้งคาถา อาคม อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆจนสำเร็จและได้ออกเผยแผ่ สอนและรับลูกศิษย์ของท่านจะมีอยู่เสมอ ตามบ้านเมืองที่ท่านไปพักอาศัยรับศิษย์และให้เครื่องรางของขลัง สอนวิชาอาคม พุทธอาคมให้แก่สานุศิษย์มีคณะสงฆ์มากมายดังต่อไปนี้

จากบันทึกของบูรพาจารย์เป็นรุ่นๆไปให้กราบไหว้ทำวัตรบูชาคาราวะเคารพนับถือตามประเพณีเสร็จ จึงกล่าวขอโอกาส ครูบาอาจารย์ในต้นฉบับจริงจะเขียนบันทึกเป็นภาษาธรรม-ภาษาขอม และมักจะหวงไม่ค่อยเปิดเผย เป็นความลับระหว่างผู้ให้และผู้รับ ในการสืบทอดสายวิชาสำเด็จลุน (ในประเทศไทยถือมาก ที่รับรักษาอยู่อุบลฯ) กล่วไว้ว่า”พระตำราคาถา ให้กราบไหว้บูชาถวายเครื่องบูชา พระพุทธคุณ พระธัมมคุณ พระสังฆคุณ คาราวะครู ไหว้ครู บวงสรวงเทพเทวา ครู บรมครู ครูบาอาจารย์สาธุฯ

บทไหว้ครูหลวงปู่สำเด็จลุน

สาธุ สาธุ รุกเทพยดา แม่เจ้าธรณี ท้าวรักษาทิศทั้ง 4 คือ ท้าววิรุณหกรักษาก้ำทิศตะวันออก ท้าววิรูฬปักเขรักษาก้ำทิศใต้ ท้าวเทพสัตตรีรักษาก้ำทิศตะวันออก ท้าวกุเวณรักษาก้ำทิศตะวันตก กับอีกทั้งบุญคุณ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวง ตั้งแต่ครูหลวง ครูเค้า ครูต้น ครูเหง้า ครูปลาย จนจบหมดที่ข้าพเจ้าได้รำลึกนึกคิดถึง ครูเจ้าของผูกตำราคือพระตถาคตเจ้า หลวงปุ่พระกัจจายยะนะเถระเจ้า หลวงปู่สำเด็จลุน เป็นต้น รายชื่อบูรพาจารย์ผู้สืบทอด สายวิชาหลวงปู่สำเด็จลุนมีดังนี้

หลวงปู่สำเด็จลุน หลวงปุ่จำปา หลวงปู่เสน หลวงปุ่ธัม(ทำ)หลวงปู่ชุ่ม หลวงปุ่โจ หลวงปู่อุ่น หลวงปู่มัย หลวงปู่แก้ว หลวงปู่อุ่นจัน ปู่จัน ครูน้อย ปู่แพง หลวงปุ่เฒ่า หลวงปู่อ้วน โนนค้อ หลวงปู่อุทุมพร ปู่ทวดบ้านเต้าหูด หลวงปู่รอดวัดทุ่งศรีเมือง(ญาท่านดีโลด)เป็นต้น

ปัจจุบันหลวงปู่พระมหาสุบัน คุตฺตจิตฺโต วัดพระนอน จำปาสัก ญาท่านอ้วน 96 ปี บ้านโนนค้อ เขตคอนสาย เมืองวาปี สุวัณเขต พระมหาไพบูลย์ สีลสมฺปนฺโน บ้านหนองผึ้ง เมืองวาปี เมืองคง สุวัณเขต หลวงปู่เถรบุญศรี อยู่บ้านตรงข้ามฝั่งโขงกับวัดเวินไซ(บ้านท่าเรือข้ามไปมาแล้วบ้านนา)

สายฆราวาส พ่อครูเคน 103 ปี บ้านหนองสนม อ.เดชอุดม จ. อุบลราชธานี พ่อโสภาบ้านด่าน อ.โขงเจียม พ่อครูพ่อใหญ่อาจารย์ปู่พัน กงแก้ว บ้านหนองถ่มอ.กัณทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พระอาจารย์สุริยา ยอดคำ ฉายาสุมโน อายุ 40 ปี บวชอุปสมบท 19 ปีเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับถ่ายทอดวิชาสายหลวงปู่อาจารย์สำเด็จลุน จากพระมหาสุบัน คุตฺตจิตฺโต วัดบ้านพระนอน เขตเมืองเก่า นครจำปาสัก ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาลาวดั้งเดิมและภาษาธรรมอิสาน(อักษรธรรม)และปฏิบัติกรรมฐานตามแบบสายสำเด็จลุน หลวงปู่กรรมฐานแพง ประเทศลาว พระอาจารย์กรรมฐานแพงนี้เป็นอาจารย์ของโยมพ่อ สมัยไปมาหาสู่กันได้โยมพ่อคำหล้าไปเป็นเด็กวัดกรรมฐานแพง และได้รับวิชาส่วนหนึ่ง(สงวนสิทธิ์)ในครอบครัวเท่านั้น เป็นวิชาและยันต์ พระคาถาประจำตระกูลยอดคำไปแล้ว พี่ชายพ่อไปเป็นทหารไทยประจำอยู่ที่ฝั่งลาว เมืองจำปาสัก มีครอบครัว มีของดีกันทุกคน

การเล่าเรียนกับหลวงปู่พระมหาสุบัน คุตฺตจิตฺโต (อดีตท่านเป็นพระเลขาสังฆราชเก่าแห่งจำปาสัก) เก่งในเมืองไทยและประเทศอเมริกาและอื่นๆเรียนและติดตามศึกษากับท่านอาจารย์อยู่ 5 ปี ไปมาบ่อยๆ ไปจำปาสัก สุวณเขต เมืองสามพันดอน เมืองโขง เมืองเวียงจันทร์ เมืองหลวงพระบาง เป็นต้น ได้นักธรรมเอกและจบปริญญาตรี ครุศาสตร์บัณฑิตท่านก็กลับเข้าจำพรรษาที่ประเทศลาว เมืองจำปาสัก และออกธุดงค์ ศึกษาปฏิบัติ กรรมฐานวิปัสสนา ได้เข้ามาเรียนสายสักยันต์เขียนยันต์อักษรขอม-อักษรธรรม มาพบอาจารย์สายฆราวาสผู้มีวิชาครูสายหลวงปู่สำเด็จลุนมีทั้งปลุกว่านปลุกยา สักน้ำมันสักหมึก การลงยันต์เสกยันต์เป็นพระเลขพระยันต์เก่แก่ดั่งเดิม ถูกชะตาพลิกชะตา ให้กับมาศึกษาปฏิบัติอย่างเต็มเปี่ยมครบสูตรที่ค้นหาแสวงหา และได้รับการถ่ายทอดและแนะนำการปฏิบัติทั้งครูที่เป็นพระสงฆ์ผู้มีอภิญญาบารมี รวมกับอาจารย์ฆราวาสผู้มอบให้ปฏิบัติรักษาสายวิชาหลวงปู่สำเด็จลุน ทั้งรวบรวมหนังสือมูลกระจาย หนังสือใบลานน้อย ใบลานใหญ่ คัมภีร์โบราณ สมุดโบราณ สมุดรายใหญ่ที่บันทึกพระเลขพระยันต์วิชาอาคม พุทธมนต์ต่างๆ พร้อมคำอธิบาย ในการประพฤติปฏิบัติ จนถึงปัจจุบันข้าพเจ้าได้ทำเหรียญ บูชาครู หลวงปู่สำเด็จลุน มอบให้วัดเวินไซ โดยมีพระอาจารย์เสริมวงศ์ศักดา เจ้าอาวาสวัดรูปปัจจุบัน และหนังสือชีวประวัติของหลวงปู่สำเด็จลุน เป็นภาษาไทยไว้ให้สืบทอดต่อไป (ฉบับเพิ่มเติม)อุบลฯ พระคาถาตำราความเป็นมาในแต่ล่ะอย่าง เช่นพระยันต์ไชยสงครามหรือจะเรียกยันต์เอก ยันต์ใหญ่ ไม่สามารถจะนำมากล่าวหรือเปิดเผยได้ ครูบาอาจารย์ท่ายังคงสั่งให้ลูกศิษย์ผู้ได้รับการถ่ายทอดเก็บรักษาไว้เป็นความลับ และตั้งสัจจะนับถือมาตั้งแต่สมัยโบราณเก่แก่ จึงอนุญาตเพียงแต่ชื่อพระยันต์เท่านั้นได้ พระยันต์ 108 บทต้น พระยันต์ 108 บทกลาง พระยันต์ 108 บทปลาย พระยันต์กำแพงเจ็ดชั้น ไชยสงคราม พระยันต์ปิดตา พระยันต์โทน พระยันต์หนุมานแผงฤทธิ์ หนุมานคลุกฝุ่น หนุมานเชิญธงออกศึก พระยันต์หมูเถื่อน หมูไชยคาบแก้ว พระยันต์พรหมสี่หน้า ฝนแสนห่า ทรหด ราชสีห์มหาอำนาจ พระยันต์เสือสมิง เสือเผ่น นะเดียว นะ108 นะทรหด เป็นต้น รวมทั้งอ้อธรรม น้ำธรรม อ้อพระอินทร์ของหลวงปู่สำเด็จลุน รวมข้อปฏิบัติ ข้อห้าม การครอบครูบูชาครูอื่นๆ(สำหรับผู้สืบทอดสายวิชา)

ในสมัยนั้นแม่นมีหอไตร หนังสือใบลานตัวธรรม ตัวขอม มีอยู่ตามวัดต่างๆ มีอยู่หลายบ่อนท่านอาจารย์หลวงปู่สำเด็จลุน ได้ขึ้นไปเบิ่นหมดอยู่ต่อมาคราวหนึ่งเพิ่นแสดงความมหัศจรรย์ให้ปรากฏคือ เพิ่นไปบอกสามเณรเอาบักหุ่งมาตำ เพิ่นแม่นไปเอวบักนาว และกะปิอยู่กรุงเทพมาใส่ตำบักหุ่งยังบ่ทันแล้วก็พอดีเพิ่นมาฮอดทันเอาใส่ตำบักหุ่งนั้นและต่อมาอีกครั้งนี้เพิ่นไปเอาบุญบ้องไฟอยู่บ้านด่านปากมูล ซึ่งมีระยะทางไกลประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร เวลาออกเดินทางนั้นแม่นเวลาบ่าย2 โมงและไปฮดก็ยังแม่น 2 โมง คือเก่านี้แล้วก็มีแต่ญาติโยมที่ติดตามไปนำหลายคนแต่เพิ่นย่างก่อนเพิ่นและการนำไปนั้นก็บ่ได้เหาะบ่ได้บินแม่นพากันย่างธรรมดาแต่หาดว่าเวลาไปฮอดก็ยังแม่นบ่าย 2 โมงคือเก่า เวลาไปทางน้ำก็ขี่เรือพายไปรางเทื่อเวลามีฝนมีลมน้ำฟองก็บ่ย้าน เพราะฝนลมน้ำฟองเว้นวางให้เพิ่นได้โดยสะดวกดังนี้ก็มีย้อนเหตุการณ์ต่างๆดังกล่าวมานั้นก็มีข่าวเล่าลือกันไปทั่วทิศสานุทิศ อย่างกว้างไกลจนซ่าลือไปฮอดเมืองอุบลฯดังมีคราวหนึ่งท่านเจ้าคุณธรรมบาลอยู่เมืองอุบล ได้ยินคำซ่าลือแนวนั้นก็คิดอยากจะไปสืบเอาความจริง จึงได้นำพาคณะออกเดินทาง การเดินทางในสมัยนั้นยวดยานพาหนะรถลาแม่นขาดเขินต้องได้ใช้ช้างเป็นพาหนะเดินทางไปได้ประมาณครึ่งทาง(คำว่าครึ่งทางนั้นอยู่ระหว่างใด?ก็บ่แจ้งฝากให้ผู้อ่านช่วยกันค้นตื่ม) ในระยะเดียวกันนั้นทางฝ่ายหลวงปู่สำเด็จลุน เพิ่นจะฮู้ด้วยญานวิธีอันใด(ผู้เล่าต่อมาและผู้เขียนเองบ่สามารถรู้ได้ เพิ่นได้เตรียมตัวไปรับต้อนอยู่ครึ่งทางและไปผู้เดียวการเตรียมตัวต้อนรับเพิ่นแม่นเพิ่นค้องผ้าใส่สังฆาและมัดเอิกอย่างดีและพายง้าวสองดองแบนซ้ายแบนขวาแล้วก็ออกเดินทางพอดีไปสวนกันอยู่ครึ่งทางพอดีท่านเจ้าคุณใหญ่มาจากอุบลราชธานีนั่งอยู่เทิงหลังช้างเห็นและคณะที่ไปนำกันไผๆก็เห็นเพิ่นจึงท้วงว่า พระจั่งได๋หว๋าถืออาวุธเอ้ยทางหลวงปู่สำเด็จลุนก็ตอบสวนคำขึ้นไปว่ามาฮับนายฮ้อยช้างมันก็ต้องเฮ็ดแนวนี้พอเว้าแล้วก็หายตัวแว๊บไปเลยเมื่อท่านเจ้าคุณจึงถามบรรดาคณะที่ไปนำกันว่าครูบาพายง้าวไปทางใด? ไผๆก็ตอบว่าก็เห็ยหายไปทางนี้แล้วบาตรหลวงนำซ้ำพัดบ่เห็นบ่ฮู้ว่าหายไปทางใดไววาแท้ๆท่านเจ้าคุณใหญ่แม่นเพิ่นเข้าใจแล้วจึงเว้ากับคณะว่าครูบาอง ๕ นี้คือ พระสัมเด็จลุนที่เขาซ่าลือกันไปทั่วพวกเฮามีจุดประสงค์ จงจมาเพื่อสืบหาความจริงแล้วพวกเฮากลับได้แล้วถ้าขืนไปก็เสียเหลี่ยมให้เขาเพราะเขาพายง้าวธรรมดาซึ่งเป็นวัตถุที่บ่มีจิตตะวินยามฝ่ายพวกเฮาซ้ำพัดใช้สัตว์เป็นพาหนะเว้าแล้วก็พากับกลับ

ตอนนี้แม่นแสดงให้เห็นบทบาทความรู้ความฉลาดความปรีชาสามารถของหลวงปู่สำเด็จลุนเหนือกว่าศัตรูแสดงออกอยู่บ่ใช้วาทะตอบคำทักทวงของศัตรูเพียงสั้นๆก็สามารถเฮ็ดให้มีความสงสัยหายสงสัยในเวลาชั่วพริบตาเดียวและมีอีกครั้งหนึ่งหลวงปู่สำเด็จลุน พร้อมกับจั่วน้อยองค์หนึ่ง เข้าไปทำกิจธุระอยู่ในเมืองปากเซหรือว่าเพิ่นหิวน้ำหรือแนวได๋ก็บ่ฮู้เพิ่น ได้แวเข้าไปในร้านขายเหล้าและนิมนต์เพิ่นหานายที่เป็นคนฝรั่งเพราะเวลานั้นเมืองลาวเฮาแตกตกเป็นหัวเมืองขึ้นของฝรั่งพอไปถึงโปลิศก็รายงานว่าครูบาองค์นี้กินเหล้า ฝรั่งจึงถามว่าญาคูเป็นหยั่งจึงกินเหล้า? หลวงปู่สำเด็จลุนได้ตอบว่าอาตมาฮู้อยู่ว่าเพิ่นห้ามแต่ยังบ่ฮู้ว่าเป็นหยังจึงห้าม? อาตมาอยากฮู้อันนั้นจึงซอกหากินแต่ก็ยังบ่ทันกินซัมฝรั่งจึงเว้าว่าท่านกินเหล้าแล้วตี๋โปลิศเขาจึงเอาท่านมาพร้อมทั้งหลักฐานเหล้าที่ท่านกิน ฝ่ายหลวงปู่สำเด็จลุน ก็ยังปฏิเสธว่าบ่ทันได้กินอันนั้น อาจจะเป็นแก้วเหล้าแท้แต่ว่าน้ำอยู่ในแก้วอาตตมากินไปแล้วนั้นมันบ่แม่นเหล้าแล้วฝรั่งก็ถามเติ่มอีกว่าถ้ามีเหล้า ญาคูก็จะกินบ่?ท่านเจ้าปู่ก็ตอบว่าอาตมามาเว้ากับท่านแล้วเดว่าอาตมากินเหล้าฝรั่งจึงได้ฮ้องข่อยมา(คนรับใช้) ไปไขตู้เอาเหล้าโลงชนิดแก้วสีออกมาไขแล้วส่งให้ฝรั่งแล้วฝรั่งก็เอาตั้งทิ้งอยู่เทิงโต๊ะตรงหน้ากับหลวงปู่ แล้วบอกว่าคั่นครูบาซิกินก็กินโลดหลวงปู่ตอบว่าขอบใจแล้วก็จับแก้วเหล้านั้นมาบ่ถอกใส่แก้วแม่นยกถอกขึ้นใส่ปากเลยจนหมดครึ่งแก้วแล้วก็วางลงไว้บ่อนเก่าต่อหน้าฝรั่ง พร้อมกับเว้าว่าท่านนี้บาปตัวะครูบาฝรั่งก็ปฏิเสธว่าบ่ได้ตัวะอันนี้แม่นแก้วเหล้าแท้ๆ ฝ่ายหลวงปู่สำเด็จลุน ก็เว้าต่อว่าแม่นแก้วนี้อาจจะแม่นแก้วเหล้าแต่น้ำในแก้วมันบ่แม่นเหล้า บ่เชื่อก็เชิญท่านดื่มเบิ่งเมื่อหลวงปุ่ถืกปฏิเสธคือแนวนนั้นลาวก็เหลียวเบิ่งหน้าหลวงปู่เห็นว่าบ่มีหยังผิดปกติจึงจับเอาแวมาถอกใส่จอกน้ำกินก็ฮู้สึกว่าบ่แม่นเหล้าจริงๆ จึงถอกให้โปลิสกินโปลิศก็ว่าบ่แนเหล้าและเอาแก้วที่โปลิศถือมาเป็นหลักฐานที่ว่าญาคูกินเหล้านั้นมาถอกกินเบิ่งก็ฮู้สึกว่าบ่เป็นเหล้าในที่สุดก็ยอมจำนนแล้ว ไปเว้ากับโปลิศว่าพร้อมทั้งชี้มือใส่บอกว่า แต่นี้ไปไผว่าญาคูคนนี้กินเหล้าต้องมีโทษเอากันมาฮอดนี้ ก็เลิกกันไป

ต่อจากนั้นฝรั่งคนนั้นก็งึดง้ออัศจรรย์และมีความเคารพนับถือหลวงปู่เป็นอย่างสูงต่อมาฝรั่งคนนั้น คิดอยากจะนิมนต์เอาหลวงปู่ไปเที่ยวเมืองฝรั่งเศสที่กรุงปารีส จึงแต่งให้คนมานิมนต์หลวงปู่จึงถามว่าไปจั่งได๋?ไปกับไผผู้มานิมนต์ก็บอกไปว่าไปทางเรือขี่กำปั่นข้ามมหาสมุทรหลายมื้อหลายคนจึงฮอด หลวงปู่จึงเว้านำผู้นิมนต์ว่าโอ้ย! เฮาคนบ้านโคกบ้านป่าเป็นคนย่านน้ำ เฮาบ่กล้าไปนำดอกเมือบอกเผิ่นสาให้บอกเพิ่นว่าขอขอบใจนำเพิ่นหลายๆเฮาบ่กล้าไปเพราะเฮาย่านน้ำย่านเฮือหล่มเฮาลอยน้ำบ่เป็นแล้วผูมานิมนต์ก็กลับไปบอกตามที่หลวงปู่สั่งฝรั่งคนนั้นก็มีความสงสัยว้าหรือเป็นนำเฮาบ่ได้ไปนิมนต์เพิ่นด้วยตนเองบ่? เพิ่นจึงบ่รับต่อมาคนฝรั่งคนนั้นจึงชวนเอาเจ้านายลาวจำนวนหนึ่ง